พาร์ทนี้ เราจะพาไปกินพิบิมมยอนจริงๆล้ะ ไม่โกหก ฮ่าๆๆ
 
แต่ก่อนจะไปกินพิบิมมยอนกัน เราขอคั่นกลางด้วยโฮต๊อกอีกซักหน่อย เซตนี้เป็นการไปกินโฮต๊อกครั้งที่สอง มีรูปที่ซูมให้เห็นไส้กันจะๆแบบเบาๆ  แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้วที่ไปกินตรงที่ เรากลับไปกินร้านอีซึงกิค่ะ!!
 
 
นี่ค่ะ ป้ายร้านที่บอกว่าอีซึงกิเคยมากิน แต่ความรู้สึกเรา เราว่าอีซึงกิก็คงจะคิดเหมือนเราว่า เข้าร้านผิดว่ะตู ฮ่าๆๆๆ แล้วคนดูก็นึกว่าคงอร่อยมั้งน่ะ ต่อแถวซะยาวเชียวว แต่วันที่ไปกินร้านนี้ไม่มีคนต่อซักกะคน สงสัยรู้แกวกันหมด ="=
 
 
ตรงหน้าร้านก็จะมีกระป๋องใส่แบงค์กับเหรียญวางไว้ จ่ายเองทอนเอง อันละ900วอน ประมาณ เกือบสามสิบบาทไทยค่ะ
 
 
เห็นอะไรข้างในไหมม?? ไส้ถือว่าให้เยอะนะ พวกเมล็ดทานตะวันน้ำตาลอะไรพวกนี้ กินตอนร้อนๆจะอร่อยมากก(หมายถึงร้านอื่น ฮ่าๆๆ)
 
 
ให้ดูอีกมุมนึง
 
 
วันที่เราไป เราชวนเพื่อนญี่ปุ่นไปด้วย (คนตรงกลาง) ส่วนซ้ายกะขวานั้นคนไทย..ค่ะ
 
 
 
เอาล่ะ เรื่องโฮต๊อกที่ค้างไว้ก็มีแต่เพียงเท่านี้ เรามาต่อกันที่พิบิมมยอนกันดีกว่า เอนทรีย์นี้เรายังคงลุยกันต่อที่นัมโพดง แต่ของกินจะต่างจากพาร์ทที่แล้ว คราวนี้เราไปดูกันว่า พิบิมมยอนหน้าตาเป้นอย่างไร??
 
 
นี่คือสภาพหน้าตาของซอยของกินค่ะ ก็จะนั่งยองๆกินกินแบบนี้ เกาหลีดี ว่ามั้ย :D ตลอดทางส่วนใหญ่อาหารก็จะซ้ำๆกัน เหมือนกัน ไม่식혜(น้ำหวานๆต้มกับข้าว แต่มันเย็นแล้วนะ) ก็비빔면(พิบิมมยอน) เดินไปก็ไม่ต้องเลือกร้านมากก็ได้ เพราะเลือกไปเราก็ไม่รู้รสชาติอยู่ดี ว่าร้านไหนอร่อยกว่ากัน ถือว่าวัดดวงกันไป
 
 
 
เค้านั่งกินกันไป เราก็แอบถ่ายไปพลางๆ
 
 
 
ร้านนี้ป้าเค้าขาย 잡채(ผัดวุ้นเส้นเกาหลี) ถ่ายร้านป้า แต่กินร้านอื่น ฮ่าๆๆๆ
 
 
 
นี่คือสภาพร้านที่เราจะไปนั่งกินกัน พิบิมมยอน เป็นวุ้นเส้นใส่โอเด้งนิดหน่อยแล้วก็ใส่ผักใส่ซอสพริกแล้วก็คลุกให้เข้ากัน ความแตกต่างระหว่างร้านอื่นๆก็คืออยู่ที่ซอสพริก ว่าร้านไหนจะอร่อยกว่ากัน ร้านที่เรามากินครั้งนี้ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่
 
 
นั่งเรียงกันเป้นตับเลย ฮ่าๆๆ ร้านฝั่งซ้ายเป้นร้านขาย น้ำชิคเย (น้ำข้าวหวานๆ) ตอนแรกก็อิ๋ลนะ แต่กินไปกินมามันก็อร่อยดี (ไม่มีทางเลือกอ่ะ ไม่งั้นติดคอ ฮ่าๆๆๆ)
 
 
นี่หม้อน้ำชิคเย เวลาสั่งป้าจะใส่ถ้วยเล็กๆ อย่างที่เห็นตรงกลาง ป้าขายถ้วยละพันวอน ตกถ้วยละสามสิบบาท
 
 
 
ที่เรากินเป็นแบบนี้ ใช้วุ้นเส้นทำ
 
 
 
ส่วนอันนี้เพื่อนเรากิน เส้นที่ใช้จะเป็นแป้ง แต่ก็เรียกว่าพิบิมมยอนเหมือนกัน ชามละสองพันวอน ประมาณหกสสิบบาทไทย
 
 
มีร้านขายคิมบับกับต๊อกบ๊กกีด้วย แต่วันแรกที่ไปไม่ได้กิน แต่เรากินกันในวันถัดมา(ซึ่งถัดมาหลายวัน...)
 
 
 
นี่คือ หน้าตาของของกินที่เราเล้งเอาไว้ ครั้งนี้เราจึงไม่พลาดที่จะลิ้มลอง  อันนี้สำหรับแค่หนึ่งคน ตอนแรกจะเอาสองแต่กลัวเยอะไป เลยลองแค่นี้ก่อน
 
 
เรากินคู่กันนน  ครั้งนี้เราไม่ได้กินร้านเดิม เหตุผลนึงคือไม่อร่อยแต่อีกเหตุผลคือ เราหาซอยเก่าไม่เจอ ฮ่าๆๆๆ เราจึงมานั่งกินกันในซอยใหม่แทน และอร่อยกว่าด้วย
 
จริงๆแล้วก่อนจะมากินพิบิมมยอน เราได้ไปแวะเดินเล่นที่ตลาดปลากันมาก่อน เพราะฉะนั้น เราขอย้อนพากลับไปเดินเล่นที่ตลาดปลาซักหน่อยนะ...
 
ตลาดปลาที่เราจะพาไปเดินเล่นกันนั้นมีชื่อว่า 자갈치시장(ชากัลชี่ชีจัง) เป็นตลาดอาหารทะเลที่ใหญ่มากกก มีกุ้งหอยปูปลาวางขายเต็มไปหมด
 
 
แต่ที่เราจะพาไป ไม่ใช่อยู่ในตึกนี้ แต่อยู่ข้างนอกต่างหากก ข้างในเหมือนจะเป็นห้องเย็น น่าจะเป็นปลาตัวใหญ่ๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปดู
 
 
ตามข้างทางก็จะมีอาจุมม่ายืนโบกตะโกนโหวกเหวกกันเต็มไปหมด คำเตือนคือ อย่าเผลอไปสบตาหรือจับมือ เพราะคุณอาจต้องเข้าไปกินอาหารทะเลร้านเค้า ฮ่าๆๆ เราก็เกือบล้ะ ไม่ถึงกับลากแต่จับมือแล้วไม่ปล่อย =..=
 
 
 
ร้านถัดมา เราอัพเกรดความใหญ่ของหอย มันใหญ่แบบ ไม่รู้จะใหญ่ยังไง เราเป็นคนไม่ค่อยชอบกินหอย เลยไม่ค่อยมีความอยากกินเข้ามาในหัว จะมีก็เพียง ความตื่นเต้นและตกใจ ฮ่าๆๆ เราไม่ค่อยกล้าถ่ายมาก เพราะตอนแรกนึกว่าถ่ายไม่ได้ แต่เดินๆอยู่ พี่ฝรั่งล่อใช้กล้องแทบจะจุ่มลงไปในน้ำในตู้ปลา เราก็เลย อ๋อออ ถ่ายได้ แต่ก็ไม่กล้ามากเท่าไหร่
 
 
เริ่มล้ะ ปลาไหลมันเริ่มมาแล้ว ปลาหมึกก็เยอะ แต่ปลาไหลนี่ทุกร้าน อิ๋ลลมาก มีตาด้วย น่ากลัว
 
 
 
เดินมาได้ซักพัก ก็นึกว่าจะหมด แต่ เปล่าเลย ยังมีอีก..เยอะ  ข้างหน้านั่นไง
 
 
ถ้าเอาพวกนี้มาผัดเผ็ดนี่ ไม่รู้ต้องใช้ชามใหญ่แค่ไหนเนอะ ...
 
 
ตามข้างทางก็จะมีปลาตากแห้ง เหมือนพวกปลาเค็มอะไรงี้ วางขายอยู่เป็นระยะๆ
 
 
อยากซื้อปลาหมึกกลับไปฝากแม่มาก เพราะแม่คงทำยำปลาหมึกมันส์กันเลยทีเดียว
 
 
 
เซตพาไปเที่ยวตลาดปลาอาจไม่ค่อยได้บรรยาย เพราะไม่รู้ว่าตัวไหนคืออะไรยังไง ㅠㅠ
 
 
ร้านพวกที่มีตุ้ปลาอยู่หน้าร้านแบบนี้จะมีที่นั่งให้กินกันข้างในได้ด้วย จะมีเมนูให้เราเลือกว่าจะกินอะไรแบบไหน แต่ปลาไหลนี่มีทุกร้าน ไม่ต้องหาให้เมื่อย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หอยแบบนี้เยอะมาก อยากจะเข้าไปขอแงะดูว่าข้างในเป็นยังไง ฮ่าๆๆ
 
อันนี้อิ๋ลจริง ตอนแรกไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่เมื่อกี้ไปลองหาดู ที่เกาหลีเรียกมันว่า 개불(แกบุล) แต่ภาษาไทยเรียกว่าหนอนทาก เป็นปลิงชนิดหนึ่ง พวกฝรั่งยังไม่มีชื่อเรียกปลาชนิดนี้ แต่เรียกชั่วคราวว่า penis fish เพราะมันเหมือน... ที่เกาหลีเค้าจะแล่มากินกันสดๆ อิ๋ลลล 
 
credit ข้อมูลจาก http://food.mthai.com/food-inbox/29533.html
 
 
 
อยากจะส่องดูหอย ว่าข้างในนั้นเป็นเช่นไร.... ฮู้วฮู
 
 
 
 
 
ตู้รวมมิตร
 
 
 
พอเดินต่อมาได้ซักพัก ก็จะเริ่มเป็นตลาดขายหมูกับขายผัก ขายอาหารแห้ง แล้วก็อื่นที่ไม่เข้าพวก จริงๆมันมีทางแยกไปอีกที่เป็นตลาด แต่เห็นว่าก็คงเหมือนเดิมก็เลย ไม่เดินต่อ
 
 
 
 
 
 
 
การตลาดของเกาหลีเค้าเป็นเลิศชริงๆ วางผักขายคู่กับรองเท้า ฮ่าๆๆ เห้นแล้วมันช่างน่าซื้อไปกิน
 
 
หลังจากเราเดินดูที่ตลาดปลาเสร็จ เราก็ไปกินพิบิมมยอนที่เราลงไว้ตอนต้นเอนทรีย์ จากนั้นเราก็ไปเดินย่อยกันต่อที่ถนนหนังสือ
 
พวกเราจึงมุ่งหน้าออกจากวอยที่เรานั่งกินพิบิมมยอนกันเพื่อไปเดินเล่นย่อยกันที่ถนนหนังสือ แต่เพราะว่าระยะทางมันค่อนข้างไกล ที่กินมาจึงคาดว่าหมดไปแล้วก่อนที่จะถึงถนนหนังสือ......
 
 
 
ระหว่างทางที่เราไปก็เหมือนจะมีแหล่งช้อปปิ้งขายยกโหล อารมณ์ประมาณสำเพ็งเมืองไทยมากก ของก็งั้นๆ เลยไม่ค่อยสนใจซักเท่าไหร่ เหมาะกับมาซื้อแล้วไปขายต่อ
 
 
ไม่สำเพ็งก็คลองถมล่ะงานนี้ ฮ่าๆๆ
 
 
หนทางอีกยาวไกล เป้าหมายของเราคือสุดถนนนี้ ="=
 
 
น่าเข้าไปซื้อหม้อเกาหลีมากกก ก่อนกลับไทยซื้อแน่นอนน!!
 
 
หลังจากเดินตรงมาเรื่อยๆได้ซักพักนึงแล้วก็ข้ามถนนมา เลี้ยวซ้าย เราก็จะเจอกับป้ายนี้ เหลือบสายตาไปอีกหน่อยก็จะเห็นหนังสือวางขายอยู่นอกร้านเต็มไปหมด มั่นใจได้เลยว่า "ที่นี่แหละ!"
 
 
นี่คือวอยที่เราต้องเดินเข้าไป มีร้านหนังสือเยอะอยู่พอสมควร แต่เรากลับไม่ได้อะไรกลับมา เพราะหนังสือมันเก่ามาก ฝุ่นเยอะและต้องใช้เวลาในการหาเยอะมาก และยิ่งคนต่างชาติอย่างเรา ... ถึงแม้จะพยายามทำตัวอยากเสียเงินแล้วก็ตาม แต่ก็ได้แต่จับหนังสือให้ฝุ่นติดมือแล้วก็เดินออกมา
 
 
 
สภาพซอย ... ถ้าเราเป้นคนเกาหลี เราคงมีความสุขอ่ะ เพราะมีร้านการ์ตูนเต็มไปหมด ร้านหนังสือญี่ปุ่นก็มีนะ มีหลายร้านเลยที่เต็มไปด้วยหนังสือภาษาญี่ปุ่น อยากซื้อกลับมาฝากน้อง แต่ก้ไม่รู้จะเล่มไหนดี อ่านไม่ออก
 
 
มีอยู่ร้านนึง ที่มีชั้นใต้ดิน ซึ่งก็คือร้านนี้ เราเข้ามาดูร้านนี้เพราะแค่มันมีชั้นใต้ดิน ฮ่าๆๆ
 
 
 
เฮียโซก็ถูกขาย สภาพดีมาก หนาสุดๆ แต่คลีหนังสือออกมาดู แต่หารูปเฮียโซไม่เจอ เลยไม่ซื้อ เพราะไม่คุ้มที่จะแบก ฮ่าๆๆ
 
เดินตรงไปเรื่อยๆก็จะมาเจออีกสามแยกนึง ถ้าเดินตรงไปฝั่งซ้ายจะมีร้านกาแฟน่ารักกุ๊กกิ๊กให้นั่งอยู่สองสามร้าน แล้วก็มีร้านหนังสือนิดหน่อย แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะมีร้านหนังสือต่อ แต่ไม่เยอะ
 
 
เลี้ยวซ้ายมาก็จะเป็นแบบนี้
 
 
ในร้านเค้าก็จะกองหนังสือแบบนี้แหละ คิดๆอยู่ว่าถ้าเกิดบังเอิญไปโดนใจเล่มล่างสุด จะทำยังไง??
 
 
ตอนแรกเราเดินไปดูแบบผ่านๆแล้วค่อยย้อนเข้าไปดูทีละร้าน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออะไรดี เลยตัดสินใจจะกลับ แล้วก็เห็นสามคนนี้เค้ายืนถอนหายใจกันอยู่ตรงหน้าบันได ไอเราก็งงว่าทำอะไรกัน พอหันไปเจอบันได ก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไม.. 5555
 
จากนั้นเราก็นั่งรถเมล์กลับแล้วไปลงที่ย่านแทยอน เข้าไปนั่งพักในร้านกาแฟ จัดไปกับเพื่อนสองคนเค้กคนละชิ้นโกโก้คนละแก้ว โดนไปคนละสามร้อยยาทไทย ... เดินเที่ยวเล่นทั้งวัน ใช้ไม่ถึงหกพันวอน มานั่งร้านกาแฟแปปเดียว ใช้ไปคนละหมื่นวอน เศร้าใจ.. ㅠㅠ
 
 
เอนทรีย์นี้ขอจบแค่นี้ก่อนดีกว่า ส่วนเอนทรีย์หน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ขอเก็บไปคิดก่อน เจอกันเอนทรีย์หน้านะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ  :))